แก๊สโซฮอล์ เป็นน้ำมันที่เกิดจากการผสมของน้ำมันเบนซินกับ"เอทานอล"ที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ที่ผลิตได้จากผลผลิตทางการเกษตร ผ่านกระบวนการหมัก กลั่นและทำให้บริสุทธิ์ มีสูตรโมเลกุลคือ C2H5OH และมีลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี จุดเดือดประมาณ 78 องศาเซลเซียส ติดไฟง่าย โดยนำมาใช้เพื่อทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiaryn Butyl Ether) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อเพิ่มค่าอ๊อกเทน
เอทานอลคืออะไรเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าได้หลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ สินค้าที่ใช้รับประทานโดยตรงจำพวกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ต่างๆ อุตสาหกรรมสี เครื่องสำอาง และเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เป็นต้น สำหรับการใช้เอทานอลเป็นพลังงานทดแทน จะผสมในอัตรา 10% ในน้ำมันเบนซิน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับ ประกอบด้วย
1. ช่วยทดแทนสารเพิ่มออกเทน MTBE ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้า MTBE และน้ำมัน ได้ไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี
2. ลดปัญหามลพิษทางอากาศ และการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จากการทดแทนสาร MTBE ที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะ
3. แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง โดยจำหน่ายได้ในราคาที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แม้ว่าอัตราสิ้นเปลืองของแก๊สโซฮอล์จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินปกติเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่า 2.50 บาทแล้ว ก็นับว่ายังคุ้มค่ากว่า อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศ
3. แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง โดยจำหน่ายได้ในราคาที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แม้ว่าอัตราสิ้นเปลืองของแก๊สโซฮอล์จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินปกติเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่า 2.50 บาทแล้ว ก็นับว่ายังคุ้มค่ากว่า อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศ
"แก๊สโซฮอล์" ก็คือการเอาเบนซิน 90% + เอทานอล 10% ผสมกัน เอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ มีสูตรทางเคมีว่า C2 H5 OH ที่มีอัตราส่วนของธาตุโดยมวล C:H:O = 52.2 :13.1:34.5 มีค่าออกเทน RON 107 หรือ MON 102 จุดเดือด 78 o C ระเหยได้ดี ละลายในน้ำได้ดีมากทุกอัตราส่วน มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบในเอทานอล เมื่อผสมกับเบนซินแล้ว ทำให้ความต้องการอากาศในการเผาไหม้ลดลง 2.8% ค่าความร้อนลดลง 2.2% การระเหยของเชื้อเพลิงก่อนเผาไหม้ต้องใช้ความร้อนเพิ่มขึ้น 18%
จากการใช้งานกับเครื่องยนต์ในภาคปฏิบัติ จะเห็นว่ามีความสิ้นเปลืองสูง เพราะมีค่าความร้อนน้อยกว่า เช่น น้ำมันเบนซินล้วน มีค่าความร้อนที่ 30,598 กิโลจูลต่อลิตร ส่วนเอทานอล 21,185 กิโลจูลต่อลิตร เอาของที่มีค่าน้อยผสมเข้าไปมากเท่าใด ค่าความร้อนโดยรวมก็ลดลงเท่านั้น นอกจากนี้ก็มีอัตราระเหยสูงกว่า การขับขี่ในขณะอากาศร้อนในสภาพการจราจรติดขัดก็จะทำให้เชื้อเพลิงระเหยเดือดในท่อในระบบส่งน้ำมัน เกิดอาการ Vapor Lock เป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ดับกลางถนน ต้องปล่อยจนกว่าเครื่องยนต์เย็นลงจึงสามารถสตาร์ทติดได้อีกครั้ง นี่สำหรับพวกที่ใช้รถเก่ารุ่นคาร์บิวจะต้องเจอ ส่วนรถใหม่เป็นหัวฉีด อาการนี้จะไม่มี แต่อาการหัวฉีดชำรุดอาจมีขึ้นได้ในไม่ช้า เพราะเป็นการกัดกร่อนโลหะ ทำลายยางในระบบฉีดเชื้อเพลิง เว้นแต่ว่าได้ออกแบบมาใช้กับแก๊สโซฮอล์โดยเฉพาะ ซึ่งตามเหตุผลทางวิศวกรรมก็ค่อนข้างยาก เพราะคุณสมบัติของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้ ทำปฏิกิริยาตรงข้ามกันเครื่องยนต์ที่ใช้แอลกอฮอล์ล้วนนี้จะมีปัญหาตรงสตาร์ทติดได้ยาก ต้องใช้ชุดจุดระเบิด แรงไฟสูง และเป็นมัลติสปาร์ค คือทุกครั้งที่จังหวะจุดระเบิด จะยิงออกเป็นชุด ๆ
แอลกอฮอล์อยู่ 2 ชนิด คือ เมทิลกับเอทานอล ส่วนใหญ่การใช้ในรถแข่งจะใช้เมทิลแอลกอฮอล์มากกว่า เพราะมีคุณสมบัติด้อยกว่าเอทานอล คือมีค่าความร้อนน้อย จึงต้องใช้ผสมอากาศมาก มีอัตราส่วนผสมอยู่ที่ 7:1ซึ่งเทียบกับเบนซินจะมีอัตราส่วนผสม 14.7:1 โดยน้ำหนัก คือ อากาศ 14.7 ส่วน น้ำมัน 1 ส่วน เมื่อเป็นดังนี้ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงต้องทำหน้าที่จ่ายให้ได้เป็นสองเท่าตัวของเบนซิน ข้อดีแอลกอฮอล์ชนิดนี้คือ เมื่อต้องใช้แยะในการผสม การฉีดแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากเข้าผสมอากาศ ทำให้อุณหภูมิของอากาศที่จะเข้าท่อไอดีลดลง ก็ขนาดน้ำแข็งเกาะท่อไอดีเลยละ ตรงนี้ทำให้อากาศมีความหนาแน่นสูง ซึ่งก็หมายถึง แรงม้าของเครื่องจะมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนอันตรายซ่อนเร้นที่เรามองข้ามไปก็คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงชนิดนี้ จะสะอาด ไม่มีควัน ไม่มีแสง โดยเฉพาะในเวลากลางวัน จะไม่มีโอกาสเห็น
No comments:
Post a Comment