PT Hydro Drive by Uniworld Creation Co,.Ltd.

“อุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนและออกซิเจนจากน้ำบริสุทธิ์ เพื่อนำไปเผาไหม้ร่วมกับเชื้อเพลิงปกติ จะช่วยให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ขึ้น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเครื่องยนต์สูงขึ้น ระยะทางเพิ่มขึ้น ลดมลภาวะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“อุปกรณ์ใช้ได้ทั้งกับรถยนต์และเรือ ทั้งระบบน้ำมันและแก๊สทุกชนิด”

“สมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายและติดตั้ง เพียง 35,000.00 บาทเท่านั้น”

Mobile: 081-700-7664, 087-549-2744
E-mail: pthydrodrive@gmail.com


Wednesday, October 21, 2009

PT Hydro Drive

ผลิตและจำหน่าย บริษัท ยูนิเวิลด์ ครีเอชั่น จำกัด
ที่ตั้ง 30/165 หมู่ 6 ซอยชินเขต 2/1 ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ10210
วิสัยทัศน์ คนไทยใช้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่ากว่าเดิม
สินค้า PT HYDRO DRIVE อุปกรณ์ผลิตไฮโดรเจนและออกซิเจนจากน้ำบริสุทธิ์ เพื่อนำไปเผาไหม้ร่วมกับเชื้อเพลิงปกติ เพื่อช่วยให้การเผาไหม้ได้พลังงานสูงขึ้นจากเดิม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเครื่องยนต์สูงขึ้น ระยะทางเพิ่มขึ้น ลดมลภาวะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
PT HYDRO DRIVE เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ได้ทั้งกับรถยนต์และเรือ ทั้งระบบน้ำมันและแก๊ส
การผลิต อุปกรณ์ PT HYDRO DRIVE ผลิตจากโรงงานผลิตอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO โรงงานของเรามีประสบการณ์ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากว่า 20 ปี อุปกรณ์ทุกชิ้นเราผลิตและประกอบในระบบอุตสาหกรรมที่ทันสมัยควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ท่านจึงมั่นใจได้ในมาตรฐานของอุปกรณ์ทุกชิ้น
การทดลอง อุปกรณ์ PT HYDRO DRIVE เราได้ติดตั้งและทดลองใช้งานกับรถยนต์ส่วนบุคคล, รถบรรทุกและเรือขนาดใหญ่ มากว่า 5 ปี เราได้ปรับปรุงและพัฒนาแก้ไขมาโดยตลอด จนเรามั่นใจในคุณภาพประสิทธิภาพของอุปกรณ์ของเราทุกชิ้นPT HYDRO DRIVE ACCESSERIES
1. PT Dry cell (สินค้าจดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย)
2. PT Water Tank
3. PT ECU (สินค้าลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย)
4. PT Gas Bubble

PT HYDRO DRIVE SALE PRICE
1. PT-200 สำหรับเครื่องยนต์ ขนาดไม่เกิน 200 HP(<3,000cc)>
ราคาอุปกรณ์ 45,000.00 บาท
2. PT-300 สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 201-300 HP(<4,500cc)>
ราคาอุปกรณ์ 60,000.00 บาท
3. PT-400 สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 301-400 HP(<6,000cc)>
ราคาอุปกรณ์ 75,000.00 บาท
4. PT-500 สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 401-500 HP(<7,500cc)>
ราคาอุปกรณ์ 100,000.00 บาท
5. PT-600 สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 501-600 HP(<9,000cc)>
ราคาอุปกรณ์ 125,000.00 บาท

การรับประกันชุดอุปกรณ์
1. PT Dry cell บริษัทฯรับประกัน 12 เดือน
2. PT Water Tank บริษัทฯรับประกัน 12 เดือน
3. PT ECU บริษัทฯรับประกัน 6 เดือน
แผนงานธุรกิจ
1. ระบบสมาชิกแฟรนไชส์ (Franchise)
เพื่อรับสิทธิ์ในการจำหน่าย, ติดตั้งและดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ PT HYDRO DRIVE โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์จะเป็นเจ้าของศูนย์บริการฯสาขาที่ทำหน้าที่บริหารงานศูนย์บริการฯสาขาตามรูปแบบที่บริษัทฯ เป็นผู้กำหนดและถ่ายทอดให้
1.1 ค่าสมัครแฟรนไชส์ 35,000.00 บาท (พร้อมการอบรม, เอกสารและอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย)
1.2 รายได้จากการขายสินค้า ร้อยละ 30 ของราคาสินค้า และค่าติดตั้งอุปกรณ์
1.3 รายได้จากการแนะนำแฟรนไชส์ 7,000.00 บาท
2. ระบบเป็นตัวแทนขายและแนะนำสินค้า
2.1 ค่าสมัครเป็นตัวแทนขายและแนะนำสินค้า 250.00 บาท(พร้อมเอกสารและอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย)
2.2 รายได้จากการขายสินค้า ร้อยละ 15 ของราคาสินค้า
2.3 รายได้จากการแนะนำแฟรนไชส์ 7,000.00 บาท


Tuesday, October 20, 2009

Gasohol

แก๊สโซฮอล์ เป็นน้ำมันที่เกิดจากการผสมของน้ำมันเบนซินกับ"เอทานอล"ที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ที่ผลิตได้จากผลผลิตทางการเกษตร ผ่านกระบวนการหมัก กลั่นและทำให้บริสุทธิ์ มีสูตรโมเลกุลคือ C2H5OH และมีลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี จุดเดือดประมาณ 78 องศาเซลเซียส ติดไฟง่าย โดยนำมาใช้เพื่อทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiaryn Butyl Ether) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อเพิ่มค่าอ๊อกเทน

เอทานอลคืออะไร
เอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าได้หลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ สินค้าที่ใช้รับประทานโดยตรงจำพวกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ต่างๆ อุตสาหกรรมสี เครื่องสำอาง และเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เป็นต้น สำหรับการใช้เอทานอลเป็นพลังงานทดแทน จะผสมในอัตรา 10% ในน้ำมันเบนซิน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับ ประกอบด้วย
1. ช่วยทดแทนสารเพิ่มออกเทน MTBE ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้า MTBE และน้ำมัน ได้ไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี

2. ลดปัญหามลพิษทางอากาศ และการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จากการทดแทนสาร MTBE ที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะ
3. แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง โดยจำหน่ายได้ในราคาที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แม้ว่าอัตราสิ้นเปลืองของแก๊สโซฮอล์จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินปกติเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่า 2.50 บาทแล้ว ก็นับว่ายังคุ้มค่ากว่า อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศ
"แก๊สโซฮอล์" ก็คือการเอาเบนซิน 90% + เอทานอล 10% ผสมกัน เอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ มีสูตรทางเคมีว่า C2 H5 OH ที่มีอัตราส่วนของธาตุโดยมวล C:H:O = 52.2 :13.1:34.5 มีค่าออกเทน RON 107 หรือ MON 102 จุดเดือด 78 o C ระเหยได้ดี ละลายในน้ำได้ดีมากทุกอัตราส่วน มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบในเอทานอล เมื่อผสมกับเบนซินแล้ว ทำให้ความต้องการอากาศในการเผาไหม้ลดลง 2.8% ค่าความร้อนลดลง 2.2% การระเหยของเชื้อเพลิงก่อนเผาไหม้ต้องใช้ความร้อนเพิ่มขึ้น 18%

จากการใช้งานกับเครื่องยนต์ในภาคปฏิบัติ จะเห็นว่ามีความสิ้นเปลืองสูง เพราะมีค่าความร้อนน้อยกว่า เช่น น้ำมันเบนซินล้วน มีค่าความร้อนที่ 30,598 กิโลจูลต่อลิตร ส่วนเอทานอล 21,185 กิโลจูลต่อลิตร เอาของที่มีค่าน้อยผสมเข้าไปมากเท่าใด ค่าความร้อนโดยรวมก็ลดลงเท่านั้น นอกจากนี้ก็มีอัตราระเหยสูงกว่า การขับขี่ในขณะอากาศร้อนในสภาพการจราจรติดขัดก็จะทำให้เชื้อเพลิงระเหยเดือดในท่อในระบบส่งน้ำมัน เกิดอาการ Vapor Lock เป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ดับกลางถนน ต้องปล่อยจนกว่าเครื่องยนต์เย็นลงจึงสามารถสตาร์ทติดได้อีกครั้ง นี่สำหรับพวกที่ใช้รถเก่ารุ่นคาร์บิวจะต้องเจอ ส่วนรถใหม่เป็นหัวฉีด อาการนี้จะไม่มี แต่อาการหัวฉีดชำรุดอาจมีขึ้นได้ในไม่ช้า เพราะเป็นการกัดกร่อนโลหะ ทำลายยางในระบบฉีดเชื้อเพลิง เว้นแต่ว่าได้ออกแบบมาใช้กับแก๊สโซฮอล์โดยเฉพาะ ซึ่งตามเหตุผลทางวิศวกรรมก็ค่อนข้างยาก เพราะคุณสมบัติของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้ ทำปฏิกิริยาตรงข้ามกัน
เครื่องยนต์ที่ใช้แอลกอฮอล์ล้วนนี้จะมีปัญหาตรงสตาร์ทติดได้ยาก ต้องใช้ชุดจุดระเบิด แรงไฟสูง และเป็นมัลติสปาร์ค คือทุกครั้งที่จังหวะจุดระเบิด จะยิงออกเป็นชุด ๆ แอลกอฮอล์อยู่ 2 ชนิด คือ เมทิลกับเอทานอล ส่วนใหญ่การใช้ในรถแข่งจะใช้เมทิลแอลกอฮอล์มากกว่า เพราะมีคุณสมบัติด้อยกว่าเอทานอล คือมีค่าความร้อนน้อย จึงต้องใช้ผสมอากาศมาก มีอัตราส่วนผสมอยู่ที่ 7:1ซึ่งเทียบกับเบนซินจะมีอัตราส่วนผสม 14.7:1 โดยน้ำหนัก คือ อากาศ 14.7 ส่วน น้ำมัน 1 ส่วน เมื่อเป็นดังนี้ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงต้องทำหน้าที่จ่ายให้ได้เป็นสองเท่าตัวของเบนซิน ข้อดีแอลกอฮอล์ชนิดนี้คือ เมื่อต้องใช้แยะในการผสม การฉีดแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากเข้าผสมอากาศ ทำให้อุณหภูมิของอากาศที่จะเข้าท่อไอดีลดลง ก็ขนาดน้ำแข็งเกาะท่อไอดีเลยละ ตรงนี้ทำให้อากาศมีความหนาแน่นสูง ซึ่งก็หมายถึง แรงม้าของเครื่องจะมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนอันตรายซ่อนเร้นที่เรามองข้ามไปก็คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงชนิดนี้ จะสะอาด ไม่มีควัน ไม่มีแสง โดยเฉพาะในเวลากลางวัน จะไม่มีโอกาสเห็น

Biodiesel

เครื่องยนต์ดีเซลสันดาปภายใน ได้ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440โดยวิศวกรที่ชื่อว่า รูดอล์ฟ ดีเซล ส่วนการนำน้ำมันจากพืชมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455เมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็ต้องหยุดไปเนื่องจากมีการค้นพบวิธีการผลิตน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมที่มีราคาถูกกว่า จนกระทั่งปี พ.ศ. 2513เกิดวิกฤติราคาน้ำมันขึ้นทำให้พลังงานจากพืชได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่ง
ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตได้จาก น้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เช่น ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง ทานตะวัน เมล็ดเรพ (rape seed ) สบู่ดำ หรือ น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ ที่ผ่านการใช้งานแล้ว นำมาทำปฏิกิริยาทางเคมี transesterification ร่วมกับเมทานอล หรือ เอทานอลจนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล เรียกว่า ไบโอดีเซล (B100) ซึ่งเมื่อนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลเกรดที่ใช้กันในปัจจุบันในสัดส่วนร้อยละ 5- 10 (B5-B10) จะสามารถนำมาใช้งานในเครื่องยนต์ดีเซลได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังได้กลีเซอรอลและกรดไขมัน เป็นผลพลอยได้
วัตถุดิบในการผลิต
1.เมล็ดเรพ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลมากที่สุดในยุโรป คือ มีส่วนแบ่งในการผลิตถึงร้อยละ 80 ของวัตถุดิบอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งประเทศเยอรมันถือได้ว่าเป็นทั้งผู้นำในการนำไบโอดีเซลมาใช้แทนน้ำมันดีเซลและเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้วัตถุดิบจากเมล็ดเรพ นอกจากนี้ยังมีประเทศผรั่งเศส และสเปน ที่ใช้เมล็ดเรพและทานตะวันเป็นวัตถุดิบเช่นกัน
2.ถั่วเหลือง เป็นพืชน้ำมันที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปริมาณการผลิตถั่วเหลืองสูงถึงกว่า 30 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีประเทศอิตาลีซึ่งนิยมใช้ถั่วเหลืองในการผลิตไบโอดีเซล
3.ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชน้ำมันที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศไทยขณะนี้ เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น คือมีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง โดยปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรฟ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่า เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น ทนต่อผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
4.สบู่ดำ เป็นพืชน้ำมันอย่างหนึ่งที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ปลูกเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลชุมชน เนื่องจากเป็นพืชที่เพาะปลูกง่ายไม่ต้องดูแลมาก ทนต่อสภาพแล้งและน้ำท่วมทำให้ปลูกได้ในพื้นที่ทั่วทุกภาคแม้แต่ในพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้น้อย สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในหนึ่งปีหลังปลูก และมีอายุยืนกว่า 30 ปี อีกทั้งปลูกได้ในพื้นที่แห้งแล้ง น้ำมันที่บีบจากผลสบู่ดำสามารถนำมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำสำหรับการเกษตรแทนน้ำมันดีเซลได้ทันที ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักสบู่ดำ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นพืชที่ปลูกในประเทศไทยมานานกว่า 200 ปีแล้ว โดยชาวโปรตุเกสนำเข้ามาเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้คนไทยปลูก แล้วรับซื้อเมล็ดซึ่งมีสีดำกลับไปอัดบีบเป็นน้ำมันสำหรับใช้ทำสบู่
5.น้ำมันพืชใช้แล้ว ในระหว่างที่ต้องรอการขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มให้เพียงพอ วัตถุดิบอีกประเภทหนึ่ง ที่ควรส่งเสริมให้นำไปผลิตไบโอดีเซล คือ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีอัตราเฉลี่ยในการบริโภคน้ำมันพืชเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4 ต่อปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีการบริโภคน้ำมันพืชสูงกว่า 100 ล้านตันต่อปี เพราะวิถีการบริโภคที่หันมานิยมอาหารประเภทจานด่วน (Fast Food) ที่ปรุงด้วยการทอดมากขึ้น ผลที่ตามมา คือ มีน้ำมันพืชใช้แล้วจำนวนมากที่เหลือจากการปรุงอาหารซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีจัดการ ไม่ว่าเป็นการกำจัด บำบัด หรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข

Liquefied Petroleum Gas (LPG)

Liquefied Petroleum Gas (LPG) คือแก๊สปิโตรเลี่ยมเหลวหรือแก๊สหุงต้ม เป็นแก๊สที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและการขุดเจาะแก๊สธรรมชาติจากพื้นดินของโรงแยกแก๊ส
ก๊าซหุงต้ม มีชื่อเป็นทางการว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ( liquefied petroleum gas : LPG ) หรือเรียกย่อๆ ว่า แอลพีจี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันหรือการแยกก๊าซธรรมชาติ ในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประกอบด้วยส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอน 2 ชนิด คือ โพรเพนและบิวเทน ในอัตราส่วนเท่าใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นโพรเพนบริสุทธิ์ 100% หรือบิวเทนบริสุทธิ์ 100% ก็ได้ สำหรับในประเทศไทยก๊าซหุงต้มส่วนใหญ่ได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติโดยใช้อัตราส่วนผสมของโพรเพน และบิวเทนประมาณ 70:30 ซึ่งจะให้ค่าความร้อนที่สูง ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาและค่าเชื้อเพลิง
ก๊าซปิโตรเลียมเหลวสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ในครัวเรือน ในโรงงานอุตสาหกรรม และในยานพาหนะได้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในโรงงานอุตสาหกรรม และในยานพาหนะ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้งานในครัวเรือนโดยตรง ด้วยคุณสมบัติในการเป็นเชื้อเพลิงติดไฟของก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้ม เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ต้องใส่ใจในการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยในการใช้งานอย่างเคร่งครัด
คุณสมบัติทั่วไปของ LPG
- เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซโพรเทนและนิวเทน เป็นหลัก

- ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ปราศจากพิษ ( แต่โดยทั่วไปจะเติมสารเคมีเพื่อความปลอดภัย )
- หนักกว่าอากาศ
- ติดไฟได้ในช่วงของการติดไฟที่ 2–15 % ของปริมาณในอากาศ และอุณหภูมิที่ติดไฟได้เองคือ 400 c
คุณประโยชน์ของก๊าซ LPG
- เป็นเชื้อเพลิงที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมีการเผาไหม้สมบูรณ์
- ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะไอกรีน
- มีราคาถูก 9.5 ( 05/08/48 )
- ก๊าซอยู่ในสภาพแรงดันต่ำ 180 psi
- อัตราการสิ้นเปลืองก๊าซเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันเบนซิน
- อุปกรณ์มีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ก๊าซ NGV



Natural Gas for Vehicles (NGV)

Natural Gas for Vehicles(NGV) คือแก๊สที่ได้จากการอัดแก๊สธรรมชาติจนมีความดันสูงที่ประมาณ 3,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว แล้วนำไปเก็บไว้ในถังเหล็กกล้า เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซล หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Compressed Natural Gas(CNG) หรือแก๊สธรรมชาติ"ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำมัน ที่จริงแล้ว น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ก็คือซากพืชและซากสัตว์ที่ทับถมกันมานานหลายแสนหลายล้านปี และทับถมสะสมกันจนจมอยู่ใต้ดิน แล้วเปลี่ยนรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า ฟอสซิล ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนซากพืชและซากสัตว์หรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด
ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถมและเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า
คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติ
1. เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
2. เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
3. ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ปราศจากพิษ (ส่วนมากกลิ่นที่เราคุ้นเคยจากก๊าซธรรมชาติเป็นผล มาจากการเติมสารเคมีบางประเภทลงไป เพื่อให้ผู้ใช้รู้ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ก๊าซรั่ว)
4. เบากว่าอากาศ (ความถ่วงจำเพาะ 0.5-0.8 เท่าของอากาศ)
5. ติดไฟได้ โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15% ของปริมาตรในอากาศ และอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ 650 องศาเซลเซียส คุณประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติ
1. เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
2. ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
3. มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่ว
4. มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมัน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
5. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
6. ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก
PT Hydro Drive by Uniworld Creation Co,.Ltd.
Mobile: 081-700-7664, 087-549-2744
E-mail:
pthydrodrive@gmail.com